เชื่อว่า หลายคนก็คิดเช่นนี้ เพราะคิดว่า ทุกวันนี้มีงาน "มั่นคง" หรือ "รายได้มาก" อยู่แล้ว ไม่เห็นต้องไปวุ่นวาย ไหนจะต้อง เสียเวลาศึกษา อะไรใหม่ๆซึ่งไม่คุ้นเคย ตัวเลขมากมาย แล้วยังได้ยินใครๆก็บอกว่า "ลงทุน" นั้นเสี่ยง ... อย่าไปยุ่งมันเลย
จริงๆแล้ว อาชีพในโลกนี้ มีมากมายหลายรูปแบบ แต่ มุมมองหนึ่งของ Robert T. Kiyosaki ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือ ชุด "พ่อรวยสอนลูก" (ขอเกริ่นสำหรับผู้ที่ไม่เคยอ่านนิดนึง) ซึ่งได้ถ่ายทอดประสบการณ์ของเขา ตั้งแต่เล็ก ซึ่งมีคุณพ่อจริงๆทำงานประจำ ตำแหน่งใหญ่โต แต่ก็ยังมีเศรษฐสภาวะไม่ดี แล้วได้มีโอกาศรู้จักกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ซึ่งคุณพ่อของเขาธุรกิจซึ่งดูไม่ได้หรูหราอะไร แต่มีมีอิสรภาพทางการเงิน ได้สอนเขาให้รู้จักเรื่องอิสรภาพทางการเงิน จนกระทั่งเขาได้พลิกตนเอง จากที่ยากจน จนกระทั่งมีธุรกิจใหญ่โตแล้วก็สามารถเกษียรตนเองได้เมื่ออายุยังน้อย และมีอิสรภาพทางการเงินได้ในที่สุด (คร่าวๆ ไปลองหาอ่านกันดู)
ในหนังสือเล่มที่ 2 ชื่อ "พ่อรวยสอนลูก # เงินสี่ด้าน" แบ่งอาชีพต่างๆเป็น 4 ประเภท
E: Employee
กลุ่มลูกจ้าง หรือ ผู้ที่มีรายได้จากการทำงานให้กับนายจ้าง ซึ่งจ่ายค่าจ้างในระยะเวลาที่แน่นอน เช่น รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือ ผู้ที่รับจ้างทำงานเป็นครั้งๆไป
กลุ่มนี้จะมีรายได้แน่นอน แต่หยุดทำงานไม่ได้ และ ความมั่นคงของรายได้ ไม่ได้ขึ้นกับ ความมั่นคงของบริษัทที่ทำงานด้วยเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับความมั่นคงของชีวิตตนเองด้วย กล่าวคือ ต่อให้รายได้มากขนาดไหน แต่ถ้าป่วย พิการ หรือทำงานให้เขาไม่ได้แล้ว รายได้มากมายเหล่านั้น ก็หยุดไป
S: Self-Employed
เป็นผู้ที่ทำธุรกิจของตนเอง เป็นนายตนเอง อาจจะเริ่มจากคนที่ทำงานเป็น Employee อยู่ แล้วรู้สึกว่า ทำไมต้องทำงานให้กับคนอื่นด้วย จึงเริ่มมาทำธุรกิจของตนเอง โดยเชื่อว่า จะได้รายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
กลุ่มนี้ เป็นนักธุรกิจผู้มีความมุ่งมั่น มีจำนวนมาก ที่มีรายได้สูงมาก มากกว่าคนทำงานประจำด้วยซ้ำ มีลูกน้องมากมาย แต่ ... ถ้าวันใดปิดร้าน รายได้ก็หยุด วันใดมีคู่แข่งที่เขามี ทุน ความรู้และประสบการณ์ และทำเลที่ดีกว่าเมือใด ... ก็จะกระทบต่อรายได้ในที่สุด
B: Business Owner
เป็นเจ้าของกิจการ บางท่านอาจจะเริ่มจาก S มาก่อน แล้วสร้างระบบงานที่ดี จนกระทั่งธุรกิจใหญ่ขึ้น ก็สามารถจ้างผู้จัดการมาทำงานแทนได้ แล้วในที่สุด เมื่อธุรกิจมั่นคง ก็สามารถหยุดทำงานได้ ยิ่งไปกว่านั้น สามารถสร้างเป็นต้นแบบ ขายให้ผู้อื่นซื้อไปลงทุนทำเองได้ เป็นต้น
กลุ่มนี้ ยกตัวอย่างได้ชัดๆ อย่าง CP เป็นต้น ซึ่งแตกบริษัทมาเป็น CPALL โดยขายเฟรนไชร์ 7-11 ให้คนอื่นลงทุนร่วมในการขยายสาขาด้วย โดยที่ เจ้าของกิจการตัวจริง ไม่ต้องลงมาขายของเองอีกแล้ว หรือ ธุรกิจเครือข่ายแบบ MLM (ที่ถูกกฎหมายจริงๆ) เมื่อทำถึงจุดๆหนึ่งก็สามารถหยุดทำแล้วมีรายได้ได้ หรือ ผู้ที่คิดค้นอะไรใหม่ๆ ไปจดลิขสิทธิ์ แล้วขายลิขสิทธิ์ ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ได้เช่นกัน สรุปคือ เมื่อสร้างระบบธุรกิจสำเร็จแล้ว สามารถหยุดทำแล้วมีรายได้ มีอิสรภาพทางการเงินได้โดยแท้จริง
I: Investor
คือกลุ่มนักลงทุน โดยเห็นว่า มีคนเก่งๆมากมาย สร้างธุรกิจดีๆอยู่แล้ว เรามีเงิน เจ้าของกิจการต้องการทุนเพิ่ม ก็ไปร่วมลงทุนกับเขา เพื่อให้เขาขยายกิจกรรมได้ แล้วก็มาแบ่งกำไรด้วย
กลุ่มนี้ ทำงานหาเงินในระยะแรก แล้วเอาเงินไปลงทุน ให้เงินทำงานต่อ โดยการเลือกสรรธุรกิจที่ดี มีการเจริญเติมโต การบริหารงานมีธรรมภิบาล อย่างมีระบบ แล้วในที่สุด เมื่อระบบทำงานแล้ว ก็สามารถหยุดทำแล้วมีรายได้ มีอิสรภาพทางการเงินได้
กล่าวกันว่า คนที่มีอาชีพ "ด้านซ้าย" หรือกลุ่มที่เป็น E,S ซึ่งหยุดทำงานแล้วจะไม่มีรายได้นั้น หากต้องการ "อิสรภาพทางการเงิน" ก็ต้องเปลี่ยนตัวเอง มาเป็นกลุ่ม "ด้านขวา" หรือกลุ่ม B,I นั่นเอง
แน่นอน ใครๆก็อยากจะมี "อิสรภาพทางการเงิน" กันทั้งสิ้น แต่งานประจำที่ทำอยู่นั้น ก็เลี้ยงปากเลี้ยงท้องอยู่ ก็ไม่ค่อยจะพอ หรือ กิจการส่วนตัวที่ทำอยู่นั้น ก็ยุ่งมากพออยู่แล้ว จะไปทำอะไรได้ ?
คำตอบคือ
1) มาเป็น B โดยไปลองศึกษาธุรกิจ MLM ที่ถูกกฏหมายกับบริษัทที่มั่นคง แล้วลงมือ ลงแรง ลงเวลา อดทนทุ่มเทมุ่งมั่น เอาเวลานอกเหนืองานประจำ มาสร้างธุรกิจอย่างถูกต้อง .. ในที่สุด ก็ได้อิสรภาพทางการเงินมาได้
2) ลองมาเป็น I โดยศึกษาด้านการลงทุน ในตลาดทุน แล้วมีวินัยในการลงทุนที่ดี ค่อยๆสะสมไป ในที่สุด ก็จะได้อิสรภาพทางการได้เช่นกัน
สำหรับ มนุษย์เงินเดือน ซึ่งเลือก จะมาเป็น I : Investor แล้ว การลงทุนผ่าน กองทุนรวม น่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับ คนทำงานประจำ รายได้ไม่มาก แต่สามารถสร้างอิสรภาพทางการเงินได้ในระยะยาว เพราะ
1) กองทุนรวม มีผู้จัดการกองทุน ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจ และมีเวลาในการเลือก คัดสรร จับจังหวะ ในการลงทุนในบริษัทในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว ทำให้เราผู้ลงทุน ไม่ต้องเสียเวลามากมายในการดูแลเรื่องเหล่านี้ และที่สำคัญไม่เสียเวลาในการทำงาน เอาเวลางานไปทำงานให้ก้าวหน้า, เอาเวลานอกเวลางานไปสร้างรายได้เพิ่ม เพื่อเก็บไว้ลงทุนจะดีกว่า
เปรียบเทียบกับการลงทุนเองในหุ้นโดยตรง ... เวลาในการซื้อขายก็อยู่ช่วงเวลางานซะด้วย จะให้นั่งเฝ้ากระดานซื้อขาย เพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด มีหวังเสียงาน งานหลวงก็ขาด งานราษฏร์ก็พัง
2) เปลี่ยนการออมเงินในบัญชีออมทรัพย์ ซึ่งเงินงอกเงยได้น้อยมาก มาเป็นสะสมหน่วยลงทุนในกองทุนรวม
เปรียบเทียบกับการลงทุนในหุ้นโดยตรง ... หุ้นที่ปันผลดีๆ การเติบโตดี และเป็นบริษัทที่เราหวังจะฝากอนาคตได้ (เพราะเราต้องการ อิสรภาพทางการเงิน) นั้น ราคาไม่ใช่ 1-2 บาท ยกตัวอย่างเช่น MAKRO ตอนนี่้ราคาหุ้นละ 682 บาท !! BBL 228 บาท เป็นต้น ถ้าเงินเดือนเดือนละ 15,000 บาท จะออมเงินไว้ลงทุนสัก 10% คือ 1500 บาท ก็จะซื้อ MAKRO ได้ 2 หุ้น หรือ BBL ก็จะซื้อได้ 6 หุ้น ... แล้วเมื่อไหร่จะมีปันผลมาพอเลี้ยงตัวเอง ???
ในขณะที่ กองทุนรวมหุ้นปันผล ซื้อหน่วยลงทุนหน่วยละ 5 บาท ปันผลปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 0.75 บาท หรือ ทั้งปีประมาณ 1.5 บาทต่อหน่วยลงทุน ... ก็คิดเป็นปันผล ประมาณ 30% ลองดูว่า มีออมเงิน 1,000 บาท ก็จะได้ 200 หน่วยลงทุน ซื้อสะสมทุกเดือนแบบกระจาย (DCA) ทั้งปี จะได้ 200 x 12 = 2,400 หน่วย ถ้าปันผลทั้งปี ก็จะได้เงินประมาณ 2,400 x 1.5 = 3,600 บาท ... แล้วถ้าสะสม 10 ปี, 20ปี,30 ปีหล่ะ ? แล้วถ้าเอาเงินปันผลมาลงทุนทบต้นหล่ะ ???
3) หยุดทำแล้วมีรายได้: แต่ต้องเลือกกองทุนที่เชื่อใจได้ ดูวิธีคิด แนวทางการลงทุน นโยบาย และผลงานที่ผ่านมาประกอบ เมื่อเลือกดีแล้ว ... ลงทุนยาวๆ แต่ติดตามผลเป็นระยะๆ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ผู้จัดการกองทุน หรือสัดส่วยการลงทุนเป็นต้น
การซื้อขายหุ้นแบบรายวัน แบบซื้อเช้า ขายบ่าย หรือ เก็งกำไร อาจจะได้เงินเยอะ เร็ว ก็จริง แต่ ... วันใดหยุดทำ หรือโชคไม่เข้าข้าง ... จะหวังการมีอิสรภาพทางการเงินได้จริงหรือ ?
เทียบกับการลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่งมีระบบตรวจสอบที่ชัดเจน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี สำหรับผู้ที่ต้องการ อิสรภาพทางการเงิน โดยทำงานประจำไปให้สบายใจ ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด แล้วออมเงินไว้ ปล่อยให้เงินทำงาน
แล้ววันนึง ... เราก็จะมีอิสรภาพทางการเงินได้ ด้วยการลงทุนนั่นเอง











